วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ปลาทอง การเลี้ยงปลาทองสวยงาม เพิ่มโชคลาภ เป็นศิริมงคลกับชีวิต


หลักการเลี้ยงปลาทองตามหลักฮวงจุ้ย

เลี้ยงปลาทองตามหลักฮวงจุ้ย
ในสมัยก่อนที่ประเทศจีนคนที่จะเลี้ยงปลาทองได้ จะต้องเป็นเชื้อพระวงศ์,ขุนนาง,พ่อค้าหรือเศรษฐีเท่านั้น เพราะปลาทองสมัยนั้นมีราคาแพงมาก ซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถหามาเลี้ยงได้ และการเลี้ยงปลาทองนั้นสามารถบ่งบอกถึงฐานะว่าเป็นอย่างไร  ความเชื่ออย่างหนึ่งก็คือ เชื่อกันว่าถ้าบ้านเรือนใดเลี้ยงปลาทองอยู่ในบ้าน จะเปรียบเสมือนมีทองอยู่ในบ้านและจะนำความร่มเย็น,โชคลาภ,อำนาจและบารมีให้แก่ผู้ที่เลี้ยง  กล่าวได้ว่าน้ำคือความร่มเย็นเป็นสุข และการไหลเวียนของน้ำ คือการทำให้การค้าราบรื่นสุดท้ายคือปลาทองจะนำความมั่งคั่งมาสู่คนเลี้ยง สรุปได้ว่าผู้ใดเลี้ยงปลาทองไว้ในบ้านจะนำความร่มเย็นเป็นสุข ทำมาค้าขายขึ้นเงินทองไหลมาเทมานั่นเองครับ
การเลี้ยงปลาทองเสริมบารมีจะมีปัจจัยอยู่ 4 ข้อ 
1. ลักษณะของตู้ปลา
2.จำนวนปลาที่เลี้ยง
3.สีของปลาที่เลี้ยง 
4.ลักษณะของปลาที่เลี้ยง

1. ลักษณะของตู้ปลาทอง
ตู้ปลาทอง 
ตู้ปลาลักษณะกลม สังกัดธาตุน้ำ ช่วยเลริมพลังของน้ำ ถือว่าเป็นมงคล
ตู้ปลาลักษณะสี่เหลี่ยมยาว สังกัดธาตุไม้ น้ำให้กำเนิดไม้ช่วยให้ไม้เจริญถือได้ว่าเป็นมงคล
ตู้ปลาลักษณะสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ สังกัดธาตุดิน ดินข่มน้ำ จึงไม่ควรใช้
ตู้ปลารูปหกเหลี่ยม เลขหกเป็นธาตุน้ำ แต่มีหลายเหลี่ยมถือว่าสังกัดธาตุไฟ จึงไม่ควรใช้เพื่อนำโชค
ตู้ปลารูปสามเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยม สังกัดธาตุไฟ จึงไม่ควรใช้

2. จำนวนปลาทองที่เลี้ยง
จำนวนปลาทอง 
คนส่วนมากเข้าใจกันว่า เลี้ยงปลาทองควรจะเลี้ยงเป็นเลขคี่จึงจะเป็นมงคล เช่น หนึ่ง,สาม,ห้า,เจ็ด,เก้า เป็นต้น ถ้าเป็นคู่จะไม่เป็นมงคล เช่น สอง,สี่,หก,แปด,สิบ เป็นต้น แต่ในทางฮวงจุ้ยแล้ว จะต้องนำจำนวนปลาทองมาเทียบกับแผนภูมิลั่วซูหรือเหอถู จะช่วยให้ได้ผลที่แน่นอน

จำนวนปลาทองเมื่อเทียบกับแผนภูมิลั่วซู

ปลาทอง หนึ่งตัว เลขหนึ่งสีขาวดาวทันหลัง เป็นดาวมงคลช่วยนำโชค
ปลาทอง สองตัว เลขสองสีดำดาวจวี้เหมิน เป็นดาวอัปมงคล ทำลายโชค
ปลาทอง สามตัว เลขสามสีเขียวมรกตดาวลู่ฉุน เป็นดาวอัปมงคลทำลายโชค
ปลาทอง สี่ตัว เลขสี่สีเขียวขี้ม้าดาวเหวินฉวี่ เป็นดาวมงคลช่วยนำโชค
ปลาทอง ห้าตัว เลขห้าสีเหลืองดาวเหลียนเจิน เป็นดาวอัปมงคลทำลายโชค
ปลาทอง หกตัว เลขหกสีขาวดาวอู๋ฉวี่ เป็นดาวมงคล ช่วยนำโชค
ปลาทอง เจ็ดตัว เลขเจ็ดสีแดงดาวพ่อจวิน เป็นดาวอัปมงคล ทำลายโชค
ปลาทอง แปดตัว เลขแปดสีขาวดาวจั๋วฝู่ เป็นดาวมงคล ช่วยนำโชค
ปลาทอง เก้าตัว เลขเก้าสีครามดาวอิ้วปี้ เป็นดาวมงคล ช่วยนำโชค
ส่วนสิบตัวนั้นจะนับเป็นหนึ่งตัว สิบเอ็ดตัวจะนับเป็นสองตัว ไปเรื่อยๆตามหลักข้างต้น

จำนวนปลาทองตามแผนภูมิเหอถู 
ปลาทอง หนึ่งตัว สังกัดธาตุน้ำ เพิ่มพลังน้ำ น้ำคือปราณนำโชค ถือว่ามงคล
ปลาทอง สองตัว สังกัดธาตุไฟ ทำให้พลังน้ำอ่อน ถือว่าธรรมดา
ปลาทอง สามตัว สังกัดธาตุไม้ ทำให้พลังน้ำอ่อนถือว่าไม่ดี
ปลาทอง สี่ตัว สังกัดธาตุทอง ช่วยเพิ่มพลังน้ำถือว่าเจริญเป็นมงคล
ปลาทอง ห้าตัว สังกัดธาตุดินจะข่มพลังน้ำ ถือว่าไม่เป็นมงคล
ปลาทอง หกตัว สังกัดธาตุน้ำ เพิ่มพลังน้ำ ถือว่าเป็นมงคล
ปลาทอง เจ็ดตัว สังกัดธาตุไฟ บั่นทองพลังน้ำ น้ำสูญเสียพลังถือว่าธรรมดา
ปลาทอง แปดตัว สังกัดธาตุไม้ พลังน้ำถูกถ่ายเท ถือว่าไม่เป็นมงคล
ปลาทอง เก้าตัว สังกัดธาตุทอง เพิ่มพลังให้กำเนิดน้ำ ถือว่าเป็นมงคล
ปลาทอง สิบตัว สังกัดธาตุดิน ข่มพลังน้ำ ถือว่าไม่เป็นมงคล

เมื่อเทียบทั้งสองแผนภูมิแล้ว เราจะเห็นได้ว่าตัวเลขที่เป็นมงคลจริงๆก็คือ หนึ่งตัว, สี่ตัว, หกตัวและเก้าตัว ท่านที่ต้องการเลี้ยงปลาทองนำโชคจำต้องสนใจให้มากๆ แล้วเปรียบเทียบดูครับ

3. สีของปลาทอง
สีปลาทอง  
ปลาทอง สีทองหรือสีขาว สังกัดธาตุทอง ทองให้กำเนิดน้ำ จึงนำโชคได้ 
ปลาทอง สีดำ สังกัดธาตุน้ำ น้ำเสริมน้ำจึงนำโชคได้ 
ปลาทอง สีแดงหรือสีส้ม สังกัดธาตุไฟ ไฟทอนพลังน้ำ นำโชคได้น้อย 
ปลาทอง สีเหลือง สังกัดธาตุดิน ดินข่มน้ำ นำโชคได้น้อยมาก

4. ลักษณะของปลาที่เลี้ยง
ลักษณะปลาทอง ที่สวยงาม  ถูกต้อง ตามลักษณะของสายพันธุ์ นั้นๆ เป็นอย่างไร มาดูกันครับ
ปลาทองสายพันธุ์ฮอลันดา (Oranda)
ปลาทองฮอลันดา
ลักษณะตามสายพันธุ์ จะแยกอยู่ 2 ประเภท คือ ฮอลันดายักษ์ และ ฮอลันดาปักกิ่ง ในที่นี้จะกล่าวถึงฮอลันดาปักกิ่ง ที่เหมาะสำหรับเลี้ยงในตู้ปลา กล่าวคือ จะต้องเป็นปลาทองที่ได้สมดุลย์ โดยดูจากกระโดงปลาจะต้องตั้งและฐานกระโดงปลาจะต้องแน่น ลำตัวจะต้องกลมได้สัดส่วน จากบนลงล่าง หางไม่ยาวจนเกินไป และหัวจะต้องใหญ่ โดยมีวุ้นปกคลุมในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่เลอะ คือ วุ้นหน้าผากและวุ้นใต้ดวงตา
ปลาทองสายพันธุ์ริวกิ้น (Fantail)
ปลาทองริวกิ้น
ลักษณะที่ดีโดยสังเกตได้จากด้านบน กระโดงต้องตั้งและฐานใต้กระโดง หรือเรียกกันว่า โหนกจะต้องสูงได้ขนาด มีกล้ามเนื้อที่แน่นรอบๆ โหนกนั้น หน้าจะต้องเล็กเรียวแหลม หางจะต้องไม่ยาวเกินไป แกนหางจะต้องแข็ง และมีเกล็ดปกคลุม รอบโคนหางด้านบน ใบหางจะต้องไม่บาง และที่สำคัญยืนน้ำ ต้องไม่หัวทิ่ม
ปลาทองสายพันธุ์สิงห์ดำตามิด (Siam Black Lionhead)
ปลาทองสิงห์ดำตามิด
เป็นปลาทองสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดในประเทศไทย ลักษณะที่ดีของปลาสายพันธุ์นี้ คือตัวจะต้องดำสนิทถึงท้องและท้องจะต้องกลม และชิดโคนหาง โดยย้อยออกด้านล่าง ไม่มาก วุ้นจะต้องปกคลุมตาจนมิด หลังจะต้องโค้งเนียน ได้สัดส่วน ใบหางใหญ่ และยืนน้ำได้ดีหัวไม่ทิ่ม เป็นปลาที่เหมาะสำหรับฮวงจุ้ย
ปลาทองสายพันธุ์สิงห์ญี่ปุ่น (Japanese Lionhead)
ปลาทองสิงห์ญี่ปุ่น
เป็นปลาทองสายพันธุ์ที่พัฒนามาจากสิงห์จีน โดยมีลักษณะเด่น คือ หัววุ้นจะขึ้นไม่มาก เหมือนสิงห์จีน โดยจะมีบริเวณหน้าผาก และใต้ดวงตา หรือที่เรียกกันว่า เขี้ยว บริเวณเหงือกจะมีวุ้นไม่มาก หลังจะต้องโค้งเรียบได้สัดส่วน ท้องจะต้องใหญ่ชิดโคนหางและย้อยลงมาเล็กน้อย เวลาว่ายน้ำหน้าจะไม่เชิดขึ้น และยืนน้ำหัวต้องไม่ทิ่ม

หากเกิดมีปลาทองตาย หมายถึงปลาทองตัวนั้น ได้ช่วยรับเคราะห์กรรมแทนผู้ที่เลี้ยง ผู้เลี้ยงจึงควรรีบหา ปลาทองตัวใหม่ มาทดแทนทันทีและควรรีบทำบุญเพื่อเสริมดวงชะตาของผู้ที่เลี้ยง และควรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าปลาทองที่ตายด้วยนะครับ

เท่าที่ทราบมานะครับการเลี้ยงปลาทอง 8 ตัว และสีดำอีก 1 ตัว มีความหมายดังนี้ครับ ปลาทอง 8 ตัว คือหลักการของเลข 8 ที่แสดงถึงความไม่สิ้นสุดครับ เพราะปลาเป็นสีทองทำให้เรามีเงินทองไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนปลาสีดำ 1 ตัว คือหลักตามประเทศไทยครับที่นับถือว่าเลข 9 เป็นเลขมงคล เพราะฉะนั้นการร่วมกันของทั้ง 2 ศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่มงคลอย่างยิ่ง และยังมีศาสตร์ของน้ำ คือ การไหลเวียนของน้ำทำให้มีเงินทองไหลเวียน ตลอดครับ การวางตู้ควรวางหันหน้าไปทางทิศตะวันออกครับ แต่ถ้าวางกลับกับความหมายก็จะกลับกันเป็นตรงกันข้ามครับ

การเลี้ยงปลาทองเพื่อเสริมบารมีตามหลักฮวงจุ้ย มีหลักดังนี้

จากประสบการณ์ลูกคนจีน ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าบ้านเรือนใดเลี้ยงปลาทองอยู่ในบ้านจะเปรียบเสมือนมีทองอยู่ในบ้านและจะนำความร่มเย็น,โชคลาภ,อำนาจและบารมีให้แก่ผู้ที่เลี้ยง
โดยดังจะกล่าวได้ว่าน้ำคือความร่มเย็นเป็นสุขและการไหลเวียนของน้ำคือการทำให้การค้าราบรื่นสุดท้ายคือปลาทองจะนำความมั่งคั่งมาสู่คนเลี้ยง สรุปได้ว่าผู้ใดเลี้ยงปลาทองไว้ในบ้านจะนำความร่มเย็นเป็นสุขทำมาค้าขายขึ้นเงินทองไหลมาเทมา

การเลี้ยงปลาทองเพื่อเสริมบารมีตามหลักฮวงจุ้ย มีหลักดังนี้
การเลี้ยงปลาทองเสริมบารมีจะมีปัจจัยอยู่ 4 ข้อ
1. ลักษณะของตู้ปลา

2.จำนวนปลาที่เลี้ยง

3.สีของปลาที่เลี้ยง 

4.ลักษณะของปลาที่เลี้ยง
แต่จะขอกล่าว แค่ 2 ข้อหลักก็พอนะค่ะ
1. ลักษณะของตู้ปลา
ตู้ปลาลักษณะกลม สังกัดธาตุน้ำ ช่วยเลริมพลังของน้ำ ถือว่าเป็นมงคล 
ตู้ปลาลักษณะสี่เหลี่ยมยาว สังกัดธาตุไม้ น้ำให้กำเนิดไม้ช่วยให้ไม้เจริญถือได้ว่าเป็นมงคล 
ตู้ปลาลักษณะสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ สังกัดธาตุดิน ดินข่มน้ำ จึงไม่ควรใช้ 
ตู้ปลารูปหกเหลี่ยม เลขหกเป็นธาตุน้ำ แต่มีหลายเหลี่ยมถือว่าสังกัดธาตุไฟ จึงไม่ควรใช้เพื่อนำโชค 
ตู้ปลารูปสามเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยม สังกัดธาตุไฟ จึงไม่ควรใช้
2. จำนวนปลาที่เลี้ยง
คนส่วนมากเข้าใจกันว่าเลี้ยงปลาทองควรจะเลี้ยงเป็นเลขคี่จึงจะเป็นมงคล เช่น หนึ่ง,สาม,ห้า,เจ็ด,เก้า เป็นต้น ถ้าเป็นคู่จะไม่เป็นมงคล เช่น สอง,สี่,หก,แปด,สิบ เป็นต้น 
ในทางฮวงจุ้ยจะต้องนำจำนวนปลามาเทียบกับแผนภูมิลั่วซูหรือเหอถู จะช่วยให้ได้ผลที่แน่นอน.
ตัวเลขจำนวนปลาทองเมื่อเทียบกับแผนภูมิลั่วซู
หนึ่งตัว เลขหนึ่งสีขาวดาวทันหลัง เป็นดาวมงคลช่วยนำโชค
สองตัว เลขสองสีดำดาวจวี้เหมิน เป็นดาวอัปมงคล ทำลายโชค
สามตัว เลขสามสีเขียวมรกตดาวลู่ฉุน เป็นดาวอัปมงคลทำลายโชค
สี่ตัว เลขสี่สีเขียวขี้ม้าดาวเหวินฉวี่ เป็นดาวมงคลช่วยนำโชค
ห้าตัว เลขห้าสีเหลืองดาวเหลียนเจิน เป็นดาวอัปมงคลทำลายโชค
หกตัว เลขหกสีขาวดาวอู๋ฉวี่ เป็นดาวมงคล ช่วยนำโชค
เจ็ดตัว เลขเจ็ดสีแดงดาวพ่อจวิน เป็นดาวอัปมงคล ทำลายโชค
แปดตัว เลขแปดสีขาวดาวจั๋วฝู่ เป็นดาวมงคล ช่วยนำโชค
เก้าตัว เลขเก้าสีครามดาวอิ้วปี้ เป็นดาวมงคล ช่วยนำโชค
ส่วนสิบตัวนั้นจะนับเป็นหนึ่งตัว สิบเอ็ดตัวจะนับเป็นสองตัว ไปเรื่อยๆตามหลักข้างต้น.
จำนวนตัวตามแผนภูมิเหอถู
หนึ่งตัว สังกัดธาตุน้ำ เพิ่มพลังน้ำ น้ำคือปราณนำโชค ถือว่ามงคล
สองตัว สังกัดธาตุไฟ ทำให้พลังน้ำอ่อน ถือว่าธรรมดา
สามตัว สังกัดธาตุไม้ ทำให้พลังน้ำอ่อนถือว่าไม่ดี
สี่ตัว สังกัดธาตุทอง ช่วยเพิ่มพลังน้ำถือว่าเจริญเป็นมงคล
ห้าตัว สังกัดธาตุดินจะข่มพลังน้ำ ถือว่าไม่เป็นมงคล
หกตัว สังกัดธาตุน้ำ เพิ่มพลังน้ำ ถือว่าเป็นมงคล
เจ็ดตัว สังกัดธาตุไฟ บั่นทองพลังน้ำ น้ำสูญเสียพลังถือว่าธรรมดา
แปดตัว สังกัดธาตุไม้ พลังน้ำถูกถ่ายเท ถือว่าไม่เป็นมงคล
เก้าตัว สังกัดธาตุทอง เพิ่มพลังให้กำเนิดน้ำ ถือว่าเป็นมงคล
สิบตัว สังกัดธาตุดิน ข่มพลังน้ำ ถือว่าไม่เป็นมงคล

เมื่อเทียบทั้งสองแผนภูมิแล้ว เราจะเห็นได้ว่าตัวเลขที่เป็นมงคลจริง ๆ ก็คือ หนึ่งตัว, สี่ตัว, หกตัวและเก้าตัว ท่านที่ต้องการเลี้ยงปลาทองนำโชคจำต้องสนใจให้มาก ๆ.
หากเกิดมีปลาทองตาย หมายถึงปลาทองตัวนั้น ได้ช่วยรับเคราะห์กรรมแทนผู้ที่เลี้ยง ผู้เลี้ยงจึงควรรีบหา ปลาทองตัวใหม่ มาทดแทนทันทีและควรรีบทำบุญเพื่อเสริมดวงชะตาของผู้ที่เลี้ยง

ที่มา...http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20090517201623AACduoG

เรื่องปลาทองกับฮวงจุ้ย

ฮวงจุ้ยหรือฮวงซุ้ย เป็นศาสตร์เร้นลับชั้นสูง ที่มีอายุยืนยาวนับพันๆ ปี อยู่คู่กับอารยธรรมของจีนมาตลอด และในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมและมีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจเรียลเอสเตทและประชาชนทั่วๆไป 
ฮวงจุ้ยหมายถึงอะไร? 
ขอกล่าวย่อๆ ฮวงคือลม จุ้ยหรือซุ้ยหมายถึงน้ำ ฮวงจุ้ยเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยลมกับน้ำเกี่ยวข้องกับระบบธรรมชาติและสัมพันธ์กับจิตใจ 
ถ้าดวงชะตาของท่านจะเป็นผู้ที่โชคดีคนหนึ่ง โดยเฉพาะท่านที่เป็นความดันโลหิตสูง เพราะมีการวิจัยทางการแพทย์แล้วว่า การได้เห็นปลาแหวกว่ายในน้ำได้มองดูจังหวะการฮุบกินอาหารของปลานั้น ทำให้เกิดการคลายเครียดวิตกกังวลได้และยังสามารถลดความดันโลหิตของท่านลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ 
ถ้าท่านความดันปกติและชอบเลี้ยงปลาอยู่แล้ว เลี้ยงโดยไม่ได้หวังผลทางการบำบัดใดๆ ท่านก็ยังได้รับความเพลิดเพลินและมีโชคในการค้าขาย ซึ่งการเลี้ยงปลาทองจำนวน 6 ตัว ในตู้ปลา ชาวจีนหรือแม้ชาวไทยที่รู้หลักฮวงจุ้ยนั้นจะมีโชคดี เพราะตามหลักวิชาฮวงจุ้ยนั้น ตู้ปลาและปลาทองเป็นสัญลักษณ์ของน้ำที่กำลังเคลื่อนไหว 
การเคลื่อนไหวของน้ำในตู้ปลาจึงถูกนำไปเปรียบเทียบกับการหมุนเวียนของเงิน และจำนวนปลาที่ชาวจีนนิยมเลี้ยงที่สุดเพื่อความสิริมงคล คือ 6 ตัว เพราะจำนวน 6 เป็นธาตุทอง ปลาทอง 6 ตัว จึงเท่ากับเป็นการเพิ่มทองขึ้นเป็นทวีคูณ ส่วนน้ำยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ทั้งทองทวีคูณมารวมกับความมั่งคั่งในตู้ปลาในบ้านของท่านย่อมเป็นมงคลแน่ 
ถ้าเราเลี้ยงปลาทอง 9 ตัว ซึ่งเป็นตัวเลขมงคลของไทย จะเป็นมงคลตามฮวงจุ้ย หมอฮวงจุ้ยขะตอบว่าเลข 9 เป็นเลขที่มีค่ามากที่สุด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถสูงสุด เพราะฉะนั้นถ้าจะเลี้ยงปลาทอง 9 ตัว ในตู้ปลาก็ถือว่าจะกระตุ้นให้เกิดความมั่นคั่งสูงสุดเช่นกัน 
ถ้าท่านสังเกตตามภัตตาคารใหญ่ๆ ท่านจะเห็นมีตู้ปลาอยู่ใกล้ๆ หรือถัดจากโต๊ะเก็บเงิน 
จำนวนของปลาที่จะเลี้ยง 
ทิศเหนือ 7 ตัว สีดำ 1 ตัว สีทอง 6 ตัว 
ทิศใต้ 9 ตัว สีดำ 2 ตัว สีทอง 7 ตัว 
ทิศตะวันออก 11 ตัว สีดำ 3 ตัว สีทอง 8 ตัว 
ทิศตะวันตก 13 ตัว สีดำ 4 ตัว สีทอง 9 ตัว 
ทิศเฉียง(ทุกทิศ) 10 ตัว สีดำ 5 ตัว สีทอง 5 ตัว

ที่มา...http://www.ninekaow.com/wbs/?action=view&sub=04&id=0002221

สายพันธุ์ปลาทองยอดฮิต


6 สายพันธุ์ปลาทองยอดฮิต (โลกสัตว์เลี้ยง)
ทราบไหมว่าปัจจุบันสายพันธุ์ปลาทองที่นิยมเลี้ยงมีด้วยกันกี่สายพันธุ์ และแต่ละลายพันธุ์มีเอกลักษณ์จุดเด่นเฉพาะตัวอย่างไรบ้าง ขอเฉลยเลยละกัน สายพันธุ์ปลาทองที่มีความนิยมเลี้ยงกันในปัจจุบันมีด้วยกันทั้งหมด 6 สายพันธุ์ แต่โปรดเข้าใจความหมายของคำว่ายอดนิยมกันก่อนนะว่าผู้เขียนหมายถึง ปลาทองที่คนทั่ว ๆ ไปนิยมซื้อไปเลี้ยง ไม่ใช่สายพันธุ์ที่บรรดานักนิยมปลาทองมืออาชีพนิยมเลี้ยงเพื่อการประกวด ประชันขันแข่งกันเป็นสายพันธุ์ปลาทองที่หากเราไปเดินตามตลาดปลาสวยงาม หรือ ร้านขายปลาสวยงาม ก็มักจะพบเห็นกันเป็นประจำ ซึ่ง 6 สายพันธุ์ที่ว่า ได้แก่…
ปลาทองฮอลันดา
ปลาทองฮอลันดา
ปลาทองฮอลันดา
ปลาทองฮอลันดา
 1. ฮอลันดาปักกิ่ง
เป็นปลาทองที่มีขนาดลำตัวเล็ก ตัวกลมสั้นป้อม หลังยกสูงเหมือนหลังอูฐ หัววุ้นที่ขึ้นจะเป็นวุ้นที่ละเอียดเม็ดเล็กๆ มีสัดส่วนวุ้นแบ่งเป็นวุ้นเคี้ยว ซึ่งจะอยู่บริเวณมุมปากของปลา ซึ่งจะมองแล้วคล้ายวงช้าง ทำให้มองดูปลาแล้ว เหมือนแก้มยุ้ย ช่วงลำตัวจะกลมเหมือนลูกกอล์ฟ ช่วงท้องจะใหญ่กลมมาก ใบหางของเจ้าปักกิ่งนั้น ใบหางบนยกสูง 40-60 องศา และใบหางล่างกดลง 50-70 องศา เนื่องจากปักกิ่ง มีสัดส่วนที่กลมเพราะฉะนั้นใบหางปลาจะมีการสมดุล กับ body สันหลังที่อยู่ส่วนบนของลำตัวจะยกสูงโค้งจรดโคนหางกระโดงหลังจะตั้งตรง เหมือนกระโดงเรือ ส่วนเกล็ดจะเป็นเกล็ดที่มีขนาดเล็กละเอียดแน่น และที่สำคัญจะต้องยืนน้ำตัวตั้งตรงกับพื้นน้ำ ครีบทวารเหยียดตรง
 2. ฮอลันดายักษ์
ลักษณะลำตัวใหญ่ ช่วงตัวยาวหนาใหญ่ ลักษณะวุ้นที่ขึ้นค่อนข้างเป็นลักษณะเรียบไม่ฟูมาก จะเป็นลักษณะกระชับ วุ้นจะขึ้นไม่มากจนขนาดปิดตา แต่จุดสำคัญวุ้นด้านแก้มปลาฮอลันดายักษ์นั้นจะเรียบ โครงสร้างของครีบจะมีแก่นกระดูก เช่น กระโดง ครีบหาง เป็นลักษณะแก่นแข็งเส้นใหญ่ บริเวณใบหางจะมีความหนาดูแล้วมีพลังเมื่อมีการว่ายน้ำ ลักษณะที่ดีของฮอลันดายักษ์จะต้องมีขนาดใหญ่ ลำตัวใหญ่ ปากกว้างวุ้นขึ้นเหมือนมงกุฎสวยใส่ที่หัว เกล็ดจะมีขนาดใหญ่ ช่วงระย่ะหางของเกล็ดจะไม่ถี่มากจะมีช่วงกว้างพอสมควร ซึ่งเมื่อใช้มือสัมผัสก็จะรู้สึกของความนูนของเกล็ด
 3. สิงห์ญี่ปุ่น
ก่อนอื่นเรามาพูดถึงเรื่องของเกล็ดปลากันก่อน เนื่องจากปลาสิงห์ญี่ปุ่นจะมีลักษณะของเกล็ดที่แตกต่างมาก จะมีผิวที่เรียบเนียนเงาเหมือนกระจกเงาและเรียบมาก เมื่อสัมผัสกับแสงแดดจะเป็นเงาสะท้อนออกมา หัวปลามีขนาดเล็กมีวุ้นที่เป็นลักษณะเด่นคือ มีวุ้นยื่นออกมาบริเวณปากมองแล้วคล้ายงวงช้าง วุ้นส่วนกระหม่อมปลาจะแบ่งเป็นสัดส่วนเหมือนกล้ามหน้าท้องของคน ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 6 ก้อน หรือ 8 ก้อน เป็นลูกๆ หลังโค้งสูงเป็นครึ่งวงกลม ความหนาช่วงหัวกับลำตัวจะมีขนาดเท่ากัน สันหลังโค้งจรดใบทางชิดกันพอดี ทำมุม 60-80 องศา ช่วงข้อหางจะคลุมครีบทวารพอดี
 4. สิงห์ลูกผสม (สิงห์จีน)
เป็นปลาที่มีความนิยมมากในหมู่เด็กๆ เนื่องจากมีวุ้นที่ฟูฟ่องออกมาจำนวนมากขนาดปิดตา เป็นวุ้นก้อนใหญ่แบบหยาบไม่ละเอียดมากนัก ความน่ารักจะอยู่ที่หน้าตากลมวุ้นเยอะมาก ลำตัวจะอ้วนมากสันหลังจะไม่โค้งเหมือนครึ่งวงกลม แต่มีช่วงตัวที่ยาวกว่าสิงห์ญี่ปุ่น เกล็ดจะเป็นลักษณะหยาบไม่แววใสมีเยื่อหุ้มเกล็ดบางๆ ปลาบางตัวจะมีหลังยาวเหมือนกระดานด้วยซ้ำ
 5. สิงห์ดำ (สิงห์สยาม)
จะมีลักษณะคล้ายสิงห์วุ้นลูกผสม แต่ลำตัวจะมีสีดำวุ้นก็จะดำด้วย ส่วนช่วงท้องของปลาสิงห์ดำจะมีสีทองออกเทาหรือดำสนิทก็ได้ ซึ่งปลาชนิดนี้จะต้องมีวุ้นขึ้นตกจนขนาดมิดตา ผิวหนังของสิงห์ดำจะมีเยื่อบางๆ ปกคลุมมีสีดำ เมื่อเกิดรอยแผลสักเล็กน้อยก็จะเห็นได้เด่นชัดขึ้นหลังมีความโค้งสวย ซึ่งมีความโค้งเทียบเท่ากับสิงห์ญี่ปุ่น แต่ความหนาลำตัวจะไม่ค่อยหนามากนักในตอนเล็ก แต่เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดลำตัวที่ใหญ่ตามลำดับ ซึ่งสิงห์ดำนั้นจะมีส่วนที่ดำทั้งตัวตั้งแต่ครีบว่าย, ครีบอก, ครีบหาง, เหงือกปลา, วุ้นและผิวเมือกปลาจะมีสีดำทั้งหมด
 6. ริวกิ้น
ปลาทองริวกิ้น
มีตัวที่กลมเหมือนลูกบอลและมีกระโดงที่สูงเหมือนเสากระโดงเรือแก่นกระดูก ครีบกระโด่งจะใหญ่และแข็งมาก ช่วงหัวปลาริวกิ้นจะมีขนาดเล็กเหมือนหน้าหนูเป็นแบบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว จะมีหลังที่เหมือนอูฐ (โหนกสูง) จะหักรับกับช่วงหัวพอดีซึ่งส่วนต่างๆ ของปลาริวกิ้นนี้จะคล้ายกับฮอลันดาปักกิ่งแทบทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวคือ ปลาประเภทนี้จะไม่มีหัววุ้น ลักษณะที่สวยก็คือตัวจะต้องกลมยืนน้ำต้องตั้งตรงอยู่แนวขนานกับระดับน้ำ และโหนกจะต้องสูงหักงุ้มและสันโหนกจะต้องโค้งได้รูปเป็นครึ่งวงกลมจรดปลาย หางปลาพอดี ใบหางล่างจะต้องคลุมครีบทวารพอดี
นี่แหละคือ 6 สายพันธุ์ปลาทองยอดนิยมในยุคนี้ คงพอจะทำให้ผู้อ่านรู้จักลักษณะสายพันธุ์ของปลาทองมากขึ้น และหวังว่าจะเป็นข้อมูลในการช่วยให้ท่านผู้อ่านนักรักปลาทองตัดสินใจเลือก สายพันธุ์ปลาทองที่ถูกใจมาเลี้ยงได้อย่างมีความสุข

เกณฑ์การตัดสินการประกวดปลาทอง


เกณฑ์การตัดสินการประกวดปลาทองฉบับปรับปรุงปี พ.ศ.2553
การประกวดปลาทองที่ตัดสินโดยกรมประมง  ได้ใช้เกณฑ์การตัดสินการประกวดปลาทอง ในปี พ.ศ.2545  มาตลอดจนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2553  มีเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชน (ผู้เพาะเลี้ยงปลาทองและส่งปลาทองเข้าประกวด) ให้มีการปรับปรุงเกณฑ์การตัดสินการประกวดปลาทอง  สืบเนื่องมาจากการเพาะเลี้ยงปลาทองเพื่อการค้าและการส่งออกนั้น  มีการพัฒนาก้าวหน้าไปเรื่อยๆ  การยึดติดกับลักษณะสายพันธุ์ปลาแบบเดิมๆ  อาจไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อปลาไปเลี้ยง  เมื่อมุมมองความสวยงามเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย  ผู้เพาะเลี้ยงปลาทองในประเทศไทย  จึงต้องมีการผลิตปลาทองตามที่ตลาดต้องการ  แต่ลักษณะบางอย่างของปลาทองตามที่ตลาดต้องการ  อาจไม่ตรงตามเกณฑ์ที่ดีของปลาทองที่เคยมีการตั้งไว้ในเกณฑ์มาตรฐานเดิม  ทำให้เกิดความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน  ทางออกของเรื่องนี้  จึงต้องมีการปรับปรุงเกณฑ์การตัดสินการประกวดปลาทองเพื่อให้สอดคล้องกับการ ผลิตและการตลาด  แต่ทั้งนี้ลักษณะที่ดีของปลาทองแต่ละสายพันธุ์ยังคงต้องรักษาไว้อยู่  เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม  เพื่อเป็นการสนับสนุนการผลิตปลาทองเพื่อการค้าของประเทศไทย  ทางสถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ  สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด  กรมประมง  จึงได้จัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่าง  คณะกรรมการตัดสินการประกวด  ชมรมผู้นิยมปลาสวยงาม  ผู้เพาะเลี้ยงและผู้ส่งปลาทองเข้าประกวด  เพื่อระดมความคิดเห็นในการปรับปรุงและจัดทำเกณฑ์การตัดสินการประกวดปลาทอง ฉบับใหม่ขึ้นมา

วิธีการดูเพศปลาทอง


วิธีการดูเพศปลาทองสามารถดูได้หลักๆ 2 วิธี คือ บริเวณครีบอกและรูทวาร
1.บริเวณครีบอกหรือครีบว่ายของปลาทอง
-ปลาทองตัวผู้ ดูจากเม็ดกลมๆ สีขาวขุ่นเรียงอยู่บริเวณปลายด้านบนของครีบอก
-ปลาทองตัวผู้ ครีบอกจะเรียบๆ
2.บริเวณรูทวาร
-ปลาเพศผู้ บริเวณรูทวารจะมีลักษณะออกแนวคล้ายวงรีแบนๆ และไม่มีท่อรังไข่ยื่นออกมาด้านนอก
-ปลาเพศเมีย รูทวารจะมีลักษณะเป็นวงกลมๆ และจะมี ท่อนำรังไข่ยื่นเลยออกมาจากทวาร ซึ่งจะมองเห็นได้ชัดเจนกว่า
*ปลาบางตัวก็ไม่สามารถแยกเพศได้อย่างชัดเจนด้วยลักษณะดังกล่าว ซึ่งเราอาจจะต้องดูจากรายละเอียดทางด้านโครงสร้างของสรีระส่วนอื่นประกอบ ด้วย
วิธีเเยกเพศปลาทอง
หลายท่านที่ยังเป็น มือใหม่ เมื่อเริ่มเลี้ยงรันชู คงจะต้องมีคำถามคำถามหนึ่ง ในใจ ซึ่งเป็นคำถามที่น่าสนใจ นั่นก็คือ จะดูเพศปลา รันชู อย่างไรว่าเป็นตัวผู้ หรือตัวเมีย ซึ่ง คุณ Crazy Than ได้ เขียนสกู๊ปนี้ขึ้นมาเพื่อไข ข้อข้องใจให้กับมือใหม่ทุกท่าน ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ กับท่านในการเลี้ยงรันชูครับ
เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ อาจจะรู้แล้วหละสิ ว่าดูเพศปลารันชูกันอย่างไร
วิธีการดูเพศปลาทองรันชู สามารถดูได้จากลักษณะสำคัญได้หลายวิธี ซึ่งมีวิธีหลักๆดังนี้
- บริเวณครีบอก หรือครีบว่ายของตัวปลา ซึ่งถ้าเป็นปลาตัวผู้ จะมีเม็ดกลมๆสีขาวขุ่นเรียงอยู่บริเวณปลายด้านบนของครีบอกนั้น ซึ่งหากเป็นปลาตัวเมียจะไม่มีจุดดังกล่าวบริเวณครีบอก
- บริเวณรูทวาร เป็นอีกบริเวณหนึ่งที่เราสามารถดูและ แยกเพศได้อย่างชัดเจนรองจากการดูครีบอก โดยที่ปลาเพศผู้ บริเวณรูทวารจะมีลักษณะออกแนวคล้ายวงรีแบนๆ และไม่มีท่อรังไข่ยื่นออกมาด้านนอก ในขณะที่หากว่าเป็นปลาเพศเมีย รูทวารจะมีลักษณะเป็นวงกลมๆ และจะมี ท่อนำรังไข่ยื่นเลยออกมาจากทวาร ซึ่งจะมองเห็นได้ชัดเจนกว่า
และหากว่าเราต้องการดูปลารันชูให้ชัดเจน สำหรับปลาที่โตเต็มวัยแล้ว เราสามารถทำได้โดยเอามือบีบท้องเบาๆก็จะ มีน้ำเชื้อพุ่งออกมาจากทวารด้วย หากว่าปลาตัวนั้นสมบูรณ์แข็งแรง
แต่ในขณะเดียวกัน ปลาบางตัวก็ไม่สามารถแยกเพศได้อย่างชัดเจนด้วยลักษณะดังกล่าว ซึ่งเราอาจจะต้องดูจากรายละเอียดทางด้านโครงสร้างของสรีระส่วนอื่นประกอบ ด้วย กล่าวคือ หากว่าร่างกายของปลามีความบึกบึน หนา ว่ายน้ำปราดเปรียว ชอบว่ายน้ำไล่ดุลท้องปลาตัวอื่น นั่นอาจสัญนิฐานได้ว่าปลาตัวนี้มีความน่าจะเป็นปลาตัวผู้ได้
นอกจากนี้เรายังสามารถเดา ได้จากสรีระที่ต่างกันจากภายนอก ได้โดยปลารันชูที่มีความอ้วนกลมในส่วนของทอ้ง ว่ายน้ำช้าๆเรื่อยๆ เราสามารถเดาได้ว่า ปลาตัวนั้นมีความน่าจะเป็นปลาตัวเมียสูงกว่า ปลาที่เป็นตัวผู้…..

ประวัติ ปลาทอง

ปลาทอง บางครั้งนิยมเรียกว่า ปลาเงินปลาทอง (อังกฤษ: Goldfish) เป็นปลาน้ำจืด อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carassius auratus เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น โดยดั้งเดิมถือเป็นปลาที่ถูกนำมาบริโภคกันเป็นอาหาร ต่อมาได้ถูกพัฒนาสายพันธุ์มาไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี จนกลายเป็นปลาสวยงามหลากหลายสายพันธุ์ในปัจจุบัน
โดยปลาทองเชื่อว่า เป็นปลาสวยงามชนิดแรกที่มนุษย์เลี้ยง จากหลักฐานที่ปรากฏไม่ต่ำกว่า 2,000 ปีมาแล้ว เป็นรูปสลักปลาทองหลากหลายสีว่ายรวมกันอยู่ในบ่อที่ประเทศจีน ถือเป็นประเทศแรกที่เลี้ยงปลาทอง แต่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนาสายพันธุ์ปลาทองให้มีความสวยงามและหลากหลายมาจนปัจจุบัน โดยเมืองแรกที่ทำการเลี้ยง คือ ซะไกในจังหวัดโอซะกะ ในราวปี ค.ศ. 1502-ค.ศ. 1503 แต่กลายมาเป็นที่นิยมเมื่อเวลาต่อมาอีกราว 100 ปี ถึงขนาดมีร้านขายปลาทองเปิดกันเป็นจำนวนมาก
ปลาทองมีรูปร่างอ้วน ป้อม มีเกล็ดแบบบางเรียบ ครีบอกกลมแบน ครีบหางเป็นรูปพัด เป็นปลากินพืช และแมลงน้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร เป็นปลาที่ตะกละสามารถกินอาหารได้ตลอดทั้งวัน ตัวผู้เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จะมีตุ่มสิวขึ้นตามครีบอกและใบหน้า ปลาตัวท้องช่องท้องจะอูมเป่งออก วางไข่ตามพืชน้ำ ไข่ใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2 วัน
ปลาทองมีสีหลากหลายตั้งแต่สีแดง, สีทอง, สีส้ม, สีเทา, สีดำและสีขาว แม้กระทั่งสารพัดสีในตัวเดียวกัน ในธรรมชาติชอบอาศัยตามหนองน้ำและลำคลองที่ติดกับแม่น้ำ อาจมีอายุได้ถึง 20-30 ปี ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ต่อมาถูกนำไปเลี้ยงในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 17[1] และถูกนำไปเผยแพร่ในอเมริกา ในศตวรรษที่ 19 สำหรับในประเทศไทย เชื่อว่าปลาทองเข้าในสมัยอยุธยาตอนกลางเพื่อเป็นของบรรณาการในราชสำนักราว ๆ ค.ศ. 1370-ค.ศ. 1489
ในปัจจุบันมักเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม และปลาทองที่เลี้ยงไว้ดูเล่นจะมีช่วงชีวิต ประมาณ 7-8 ปี พบจำนวนน้อยมากที่มีอายุถึง 20 ปี ปัจจุบันประเทศจีน,ฮ่องกง, สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เป็นศูนย์กลางการส่งออกปลาทองที่ใหญ่ที่สุด
สำหรับในประเทศไทย การเลี้ยงปลาทองในฐานะปลาสวยงามในยุคปัจจุบัน เริ่มขึ้นหลังปี ค.ศ. 1960 ซึ่งความนิยมจะเริ่มขึ้นจากพื้นที่กรุงเทพมหานครก่อนจะขยายไปตามจังหวัดต่าง ๆ จนปัจจุนมีฟาร์มปลาทองมากมาย มีปลาหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งเกรดสูงที่มีราคาแพง และเกรดธรรมดาทั่วไป

 ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87